📍 หมวด: ยิงแอด Google ให้ได้ผล
เปิด Google Ads Keyword Planner ครั้งแรกแล้วเจอตัวเลขเต็มหน้าจอโดยไม่รู้จะอ่านยังไง ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ แต่ถ้าอ่านบทความนี้จบ คุณจะรู้วิธีสมัครใช้แบบไม่เสียเงิน รู้ว่าต้องกดปุ่มไหนเพื่อค้นคำใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือรู้วิธีอ่านตัวเลข Competition กับ Bid range ให้เอาไปใช้วางแผนคอนเทนต์ได้จริง ไม่ใช่เปิดดูแล้วปิดทิ้งเพราะงง
ผมใช้ Google Ads Keyword Planner มาตั้งแต่สมัยที่มันยังเรียกว่า Keyword Tool เมื่อสิบกว่าปีก่อน และยังใช้มันอยู่ทุกวันนี้เวลาต้องวางแผนคอนเทนต์ให้ลูกค้า Local SEO เหตุผลง่ายๆคือมันเป็นเครื่องมือที่ Google เป็นคนให้ข้อมูลเอง ไม่ใช่การประมาณจากเครื่องมือเสริมภายนอก ตัวเลขที่ได้จึงใกล้เคียงความจริงมากที่สุดเท่าที่จะหาได้ฟรี
Google Ads Keyword Planner คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องรู้จัก
Google Ads Keyword Planner คือเครื่องมือฟรีของ Google ที่ออกแบบมาให้คนลงโฆษณาใช้หาคำค้นหาและดูปริมาณการค้นหารายเดือน แต่ในทางปฏิบัติ คนทำ SEO และเจ้าของธุรกิจจำนวนมากก็ใช้มันเป็นเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีเช่นกัน เพราะไม่มีเครื่องมืออื่นที่ให้ข้อมูลตรงจากแหล่งเดียวกับที่คนค้นหาจริงบน Google
ความแตกต่างจาก Google Ads Planner ตัวอื่นและเครื่องมือ SEO ทั่วไป
หลายคนเรียกเครื่องมือนี้สั้นๆว่า google ads planner ซึ่งหมายถึงตัวเดียวกันนี่แหละ ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Keyword Planner กับเครื่องมือ SEO อย่าง Ahrefs หรือ Ubersuggest คือ Keyword Planner ดึงข้อมูลตรงจากระบบโฆษณาของ Google เอง ไม่ผ่านการประมาณค่าจากบุคคลที่สาม ตัวเลขปริมาณการค้นหาจึงน่าเชื่อถือกว่าในมุมแหล่งข้อมูล แต่ข้อเสียคือถ้าคุณไม่มีแคมเปญที่ใช้งบจริง ตัวเลขจะแสดงเป็นช่วงกว้างแทนตัวเลขเจาะจง ซึ่งผมจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป
จากประสบการณ์ดูแลลูกค้ากว่า 200 ร้านที่ผ่านมา ผมมักแนะนำให้ใช้ Keyword Planner ควบคู่กับการดูพฤติกรรมค้นหาจริงจาก Google Search Console เพราะ Keyword Planner บอกแนวโน้มกว้างๆ ส่วน Search Console บอกว่าคนที่เข้าเว็บคุณจริงๆค้นด้วยคำไหน สองตัวนี้ใช้คู่กันแล้วเห็นภาพครบกว่าดูตัวเดียว
ใครควรใช้เครื่องมือนี้บ้าง
ไม่ใช่แค่คนที่จะยิงโฆษณา Google Ads เท่านั้นที่ควรเปิดใช้เครื่องมือนี้ เจ้าของร้านที่กำลังเขียนคอนเทนต์เว็บไซต์ คนที่วางแผนหมวดหมู่สินค้าในเว็บ หรือแม้แต่คนที่กำลังตั้งชื่อโพสต์ Facebook ก็ใช้ประโยชน์จากมันได้ เพราะมันช่วยให้รู้ว่าคนค้นหาด้วยคำไหนจริงๆ แทนการเดาคำที่คิดว่าคนน่าจะพิมพ์
ตัวอย่างที่ผมเจอบ่อยคือร้านอาหารที่อยากทำคอนเทนต์แต่ไม่รู้จะเขียนหัวข้ออะไร พอลองค้นคำว่า “ร้านอาหารใกล้ฉัน” กับ “ร้านอาหารเปิดดึก” ใน Keyword Planner แล้วเจอว่าคำหลังมีปริมาณค้นหาสูงกว่าในพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ก็เปลี่ยนมาเขียนคอนเทนต์เรื่องเวลาเปิดปิดแทน ผลคือคนเจอเว็บง่ายขึ้นเพราะตรงกับคำที่คนพิมพ์จริง

วิธีเข้าใช้งาน Keyword Planner ฟรี ไม่ต้องเสียเงินยิงแอด
คำตอบตรงๆคือ keyword planner ฟรีจริง แค่สมัครบัญชี Google Ads แล้วข้ามขั้นตอนสร้างแคมเปญไปตั้งค่าแบบผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ต้องผูกบัตรเครดิตหรือใส่งบโฆษณาแต่อย่างใด
ขั้นตอนสมัครบัญชีแบบไม่ต้องตั้งแคมเปญ
หลายคนเลิกกลางคันตอนสมัครเพราะระบบพยายามพาไปตั้งแคมเปญโฆษณาทันที ทริคคือต้องมองหาลิงก์เล็กๆที่ซ่อนอยู่ด้านล่างของหน้าตั้งค่า ผมแนะนำให้ทำตามลำดับนี้ครับ
- เข้าเว็บ Google Ads แล้วกดสมัครด้วยบัญชี Gmail ที่ใช้งานประจำ
- เมื่อระบบถามเป้าหมายแคมเปญ ให้มองหาและกดลิงก์สลับไปที่โหมดผู้เชี่ยวชาญหรือข้ามแคมเปญ
- กรอกข้อมูลธุรกิจพื้นฐาน เช่น ชื่อธุรกิจและเว็บไซต์ถ้ามี
- ยืนยันอีเมลและตั้งค่าสกุลเงิน-เขตเวลาให้ตรงกับประเทศไทย
- เข้าเมนู Tools and Settings แล้วเลือก Keyword Planner จากหมวด Planning
พอทำครบตามนี้ คุณจะเข้าหน้า Keyword Planner ได้โดยไม่ต้องตั้งแคมเปญหรือใส่งบโฆษณาเลยแม้แต่บาทเดียว
เงื่อนไขที่ทำให้ตัวเลขแม่นยำขึ้น
ข้อควรรู้คือถ้าบัญชีของคุณไม่มีประวัติการใช้งบโฆษณาเลย Google จะแสดงตัวเลขปริมาณการค้นหาเป็นช่วงกว้างมาก เช่น 1,000-10,000 แทนตัวเลขที่ชัดเจน เหตุผลคือ Google สงวนข้อมูลที่แม่นยำไว้ให้บัญชีที่ใช้งบจริงกับระบบโฆษณา
ถ้าคุณอยากเห็นตัวเลขที่แคบลง วิธีที่ได้ผลจริงในสนามคือลองใช้งบโฆษณาเล็กๆก่อน เช่น ตั้งแคมเปญทดลองด้วยงบรายวันไม่กี่ร้อยบาทสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ หลังจากนั้นตัวเลขในหน้า Keyword Planner จะเริ่มแคบลงและใกล้เคียงความจริงมากขึ้น แต่ถ้าคุณแค่ต้องการไอเดียคีย์เวิร์ดกว้างๆไปทำคอนเทนต์ ตัวเลขแบบช่วงกว้างก็เพียงพอแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม
Keyword Planner ใช้ยังไง ฉบับลงมือทำจริงทีละขั้น
เครื่องมือนี้แบ่งการทำงานออกเป็น 2 โหมดหลักคือ Discover new keywords สำหรับค้นหาคำใหม่ และ Get search volume and forecasts สำหรับดูตัวเลขของคำที่คุณมีอยู่แล้ว การเลือกใช้โหมดให้ถูกจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก ดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างก่อนได้เลยครับ
| โหมดการใช้งาน | เหมาะกับ | ผลลัพธ์ที่ได้ |
|---|---|---|
| Discover new keywords | ยังไม่มีไอเดียคำ หรืออยากรู้ว่าคู่แข่งใช้คำไหน | รายการคำใหม่หลายสิบถึงร้อยคำ พร้อมตัวเลขปริมาณค้นหาคร่าวๆ |
| Get search volume and forecasts | มีลิสต์คำอยู่แล้ว ต้องการเทียบตัวเลขให้ชัด | ตัวเลขปริมาณค้นหา แนวโน้ม 12 เดือน และค่าประมูลโฆษณาแบบเทียบกันตรงๆ |
โหมด Discover new keywords ค้นคำใหม่จากไอเดียหรือเว็บไซต์
โหมดนี้เหมาะกับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มคิดคำไหน คุณสามารถใส่คำเริ่มต้นแบบกว้างๆ เช่น “ร้านกาแฟ” หรือใส่ URL เว็บไซต์คู่แข่งแทนก็ได้ ระบบจะสแกนแล้วดึงคำที่เกี่ยวข้องออกมาเป็นสิบๆถึงร้อยคำให้เลือกต่อ
จากประสบการณ์ที่เจอบ่อย เจ้าของร้านมักพิมพ์คำเดียวแล้วหยุด ทั้งที่จริงควรลองใส่ URL เว็บคู่แข่งที่ติดอันดับดีด้วย เพราะ Google จะดึงคำที่เว็บนั้นใช้บ่อยออกมาให้ ซึ่งมักเป็นคำที่คุณคิดไม่ถึง อย่างร้านกาแฟแห่งหนึ่งใส่เว็บคู่แข่งไปแล้วเจอคำว่า “กาแฟคั่วสด ส่งทั่วไทย” ที่ตัวเองไม่เคยนึกถึงมาก่อน แต่กลับมีปริมาณค้นหาสม่ำเสมอทุกเดือน
โหมด Get search volume and forecasts ดูตัวเลขคำที่มีอยู่แล้ว
ถ้าคุณมีลิสต์คำอยู่แล้วในใจ เช่น จากการระดมสมองหรือจากที่ลูกค้าถามบ่อย ให้ใช้โหมดนี้แทน เพียงพิมพ์หรือวางคำทีละบรรทัดได้สูงสุดครั้งละหลายร้อยคำ ระบบจะดึงปริมาณค้นหารายเดือน แนวโน้มย้อนหลัง 12 เดือน และค่าใช้จ่ายโฆษณาประมาณการออกมาให้เทียบกันในตารางเดียว
ข้อดีของโหมดนี้คือเปรียบเทียบได้ตรงๆว่าคำไหนคนค้นมากกว่ากัน เช่น ถ้าคุณสงสัยว่าคนค้น “ซ่อมแอร์ใกล้ฉัน” หรือ “ช่างแอร์หาดใหญ่” มากกว่ากัน ใส่ทั้งสองคำลงไปพร้อมกันแล้วดูตัวเลขเทียบกันได้เลย ไม่ต้องเดาสุ่ม
อ่านตัวเลข Competition และ Bid range ให้เข้าใจ
Competition ในหน้า Keyword Planner แบ่งเป็น Low, Medium, High ซึ่งเป็นการวัดว่ามีคนลงโฆษณาแข่งคำนั้นมากแค่ไหน ไม่ใช่การวัดว่าเว็บไซต์ SEO แข่งกันยากแค่ไหน จุดนี้คนมักเข้าใจผิดบ่อยที่สุด เพราะคำที่ Competition สูงในโฆษณาอาจแข่ง SEO ไม่ยากเลยก็ได้ และกลับกัน
ส่วน Top of page bid คือช่วงราคาประมูลที่คนอื่นจ่ายเพื่อให้โฆษณาขึ้นด้านบนของหน้าผลค้นหา ตัวเลขนี้มีประโยชน์ทางอ้อมสำหรับคนทำ SEO เพราะถ้าคำไหนมีค่าประมูลสูงมาก มักแปลว่าคำนั้นสร้างรายได้จริงให้ธุรกิจ จึงเป็นคำที่คุ้มค่าจะทำคอนเทนต์ SEO ดักไว้ระยะยาวเหมือนกัน เพราะไม่ต้องจ่ายต่อคลิกแบบโฆษณา
ตารางตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องอ่านให้เป็น
ตัวเลขในหน้า Keyword Planner มีอยู่หลายคอลัมน์ที่เจ้าของธุรกิจต้องแยกแยะให้ออก เพราะแต่ละตัวบอกเรื่องที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมสรุปไว้เป็นตารางด้านล่างเพื่อให้เทียบง่ายขึ้น แล้วค่อยพาไปดูทีละคอลัมน์ว่าแต่ละตัวต้องอ่านยังไงให้ไม่หลงทาง
| ตัวชี้วัด | ความหมาย | เอาไปใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| Avg. monthly searches | ปริมาณค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน มักแสดงเป็นช่วงถ้าไม่มีงบโฆษณา | ประเมินว่าคำนั้นมีคนสนใจมากพอจะทำคอนเทนต์ไหม |
| Competition | ระดับการแข่งขันของโฆษณา ไม่ใช่การแข่งขัน SEO | ดูคร่าวๆว่าคำนั้นมีคนแย่งลงโฆษณามากแค่ไหน |
| Top of page bid (low-high) | ช่วงราคาประมูลโฆษณาต่อคลิกที่คนอื่นจ่ายจริง | ประเมินมูลค่าเชิงธุรกิจของคำ ถ้าแพงแปลว่าคำนั้นสร้างรายได้ |
| 3-month / YoY change | แนวโน้มการค้นหาเทียบ 3 เดือนก่อน และเทียบปีก่อน | ดูว่าคำนี้กำลังมาหรือกำลังซาลง เหมาะทำคอนเทนต์ตามฤดูกาล |
อ่านตาราง Avg. monthly searches และ Competition ให้ถูกทาง
Avg. monthly searches คือจำนวนครั้งเฉลี่ยที่มีคนพิมพ์คำนั้นค้นหาในแต่ละเดือน ตัวเลขนี้ดูง่ายสุดแต่ก็เป็นตัวที่คนเข้าใจผิดบ่อยสุดเหมือนกันครับ หลายคนเห็นตัวเลขสูงแล้วรีบดีใจคิดว่าคำนี้ต้องดีแน่ๆ ทั้งที่จริงต้องถามตัวเองก่อนว่าคนที่ค้นคำนี้ตั้งใจจะซื้อหรือแค่อยากรู้ข้อมูลเฉยๆ เพราะสองอย่างนี้ให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจต่างกันมาก
ส่วน Competition ผมอยากให้จำไว้ให้แม่นว่ามันวัดแค่การแข่งขันของโฆษณา คือมีผู้ลงแอดกี่รายที่แย่งประมูลคำนั้น ไม่ได้บอกเลยว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO จะแข่งกันยากหรือง่าย ผมเคยเจอเคสร้านทำเล็บแห่งหนึ่งที่คำว่า “ต่อเล็บเจล” มี Competition ระดับ High ในหน้าโฆษณา แต่พอลองเช็คอันดับ SEO จริงกลับพบว่าคู่แข่งที่ติดหน้าแรกมีเว็บไซต์ทำไม่ดีเท่าไหร่ โอกาสแข่งด้วยคอนเทนต์ที่ดีกว่าจึงยังเปิดอยู่ ตรงนี้คือเหตุผลที่ผมบอกเสมอว่าต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัด อย่าปล่อยให้ตัวเลข Competition ทำให้ท้อก่อนลงมือ
อ่าน Top of page bid และแนวโน้มการค้นหาเพื่อประเมินมูลค่าคำ
Top of page bid เป็นตัวเลขที่ผมมองว่ามีประโยชน์มากสำหรับคนทำ SEO แม้จะไม่ได้ยิงโฆษณาเลยก็ตาม เพราะมันบอกว่าคนอื่นยอมจ่ายเท่าไหร่ต่อคลิกเพื่อให้โฆษณาขึ้นบนสุดของคำนั้น ถ้าตัวเลขนี้สูง มักแปลว่าคำนั้นสร้างรายได้จริงให้ธุรกิจ เพราะไม่มีใครยอมจ่ายแพงเพื่อคำที่ขายไม่ออก เป็นสัญญาณที่ดีว่าคำนี้คุ้มค่าจะทำคอนเทนต์ SEO ดักไว้ระยะยาว เพราะได้มูลค่าเดียวกันโดยไม่ต้องจ่ายต่อคลิกทุกครั้ง
ส่วนคอลัมน์ 3-month change และ YoY change ช่วยให้เห็นว่าคำนั้นกำลังมาหรือกำลังซาลง ผมใช้ตัวเลขนี้บ่อยตอนวางแผนคอนเทนต์ตามฤดูกาล เช่น ร้านขายชุดว่ายน้ำที่คำค้นพุ่งขึ้นช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนทุกปี ถ้าเห็นแนวโน้มแบบนี้ชัดเจนก็ควรเริ่มเขียนคอนเทนต์ล่วงหน้าก่อนฤดูนั้นมาถึง ไม่ใช่รอให้ถึงเดือนนั้นแล้วค่อยเริ่มทำ เพราะคอนเทนต์ใหม่กว่าจะถูกจัดอันดับก็ต้องใช้เวลา
สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำอีกครั้งคือ อย่าดูแค่ Avg. monthly searches ตัวเดียวแล้วตัดสินใจ เพราะบางคำมีคนค้นน้อยแต่ตั้งใจซื้อสูงมาก ขณะที่บางคำค้นเยอะแต่คนแค่อยากรู้ข้อมูลไม่ได้ตั้งใจซื้อ ต้องดูประกอบกับ Top of page bid และแนวโน้มด้วยว่าคำนั้นมีมูลค่าทางธุรกิจจริงหรือเปล่า ค่อยตัดสินใจว่าจะทำคอนเทนต์คำไหนก่อนคำไหนหลัง

เอาคีย์เวิร์ดจาก Keyword Planner ไปใช้ต่อให้คุ้มกับ SEO และ Local SEO
คีย์เวิร์ดที่ได้จาก Keyword Planner เอาไปใช้ได้มากกว่าแค่ตั้งแคมเปญโฆษณา เพราะมันบอกภาษาที่คนค้นหาจริงใช้ ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นที่ดีมากสำหรับการทำ SEO และ Local SEO ควบคู่กัน
ใช้วางแผนเนื้อหาเว็บไซต์และหัวข้อบทความ
เมื่อได้ลิสต์คำที่มีปริมาณค้นหาพอสมควรแล้ว ขั้นต่อไปคือจัดกลุ่มคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน แล้ววางเป็นหัวข้อบทความหรือหน้าเว็บแยกตามกลุ่ม ตามหลักการของ คู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ของ Google การตั้ง title และ meta description ให้ตรงกับคำที่คนค้นจริงมีผลต่ออัตราการคลิกมากกว่าการเดาคำเอง
การจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดตามความตั้งใจของคนค้น เช่น คำที่แค่อยากรู้ข้อมูลกับคำที่พร้อมซื้อแล้ว เป็นแนวคิดเดียวกับการวาง Marketing Funnel ที่ผมเคยเขียนอธิบายไว้แบบเข้าใจง่าย ลองเอาคีย์เวิร์ดที่ได้จาก Planner มาแบ่งตามขั้นของกรวยนี้ดู จะวางแผนคอนเทนต์ได้ตรงจุดกว่าเขียนแบบไม่มีทิศทาง
ใช้ปรับปรุง Google Business Profile ควบคู่กับ Local SEO
คีย์เวิร์ดที่มีคำบอกพื้นที่ติดอยู่ เช่น “ร้าน…ใกล้ฉัน” หรือ “…หาดใหญ่” เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการเขียนคำอธิบายธุรกิจและโพสต์อัปเดตใน Google Business Profile เพราะปัจจัยจัดอันดับ Local Search ตามที่ Google อธิบายไว้เรื่องความเกี่ยวข้อง ระยะทาง และความโดดเด่น ล้วนเกี่ยวข้องกับคำที่ใช้บนโปรไฟล์ธุรกิจโดยตรง
ถ้าคุณกำลังวางแผนทำให้ธุรกิจถูกแนะนำผ่านทั้ง Google Maps และผู้ช่วย AI ไปด้วย ผมเขียนรายละเอียดไว้ละเอียดกว่านี้ใน คู่มือทำให้ AI แนะนำร้านฉบับลงมือทำ ซึ่งต่อยอดจากการเลือกคีย์เวิร์ดแบบเดียวกันนี้ และถ้ายังไม่แน่ใจจะเริ่มวาง Local SEO ยังไง ลองดู บริการรับทำ Local SEO ที่เราดูแลลูกค้าหลากหลายธุรกิจมาต่อเนื่อง
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเชื่อตัวเลข 100%
ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดคือ Keyword Planner ให้ตัวเลขระดับประเทศหรือระดับภาษาเป็นหลัก ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงระดับตำบลหรืออำเภอ ดังนั้นถ้าธุรกิจคุณอยู่ในพื้นที่เล็กมาก ตัวเลขที่เห็นอาจไม่ได้สะท้อนปริมาณค้นหาจริงในพื้นที่นั้นเป๊ะๆ ต้องใช้วิจารณญาณประกอบกับความรู้หน้าตลาดจริงด้วย
อีกเรื่องที่ผมเตือนลูกค้าเสมอคือ อย่าหมกมุ่นกับการยัดคีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาจนอ่านไม่เป็นธรรมชาติ เพราะ Google เน้นเรื่องเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านจริงมากกว่าความหนาแน่นของคำ ตามแนวทางที่ระบุไว้ใน เกณฑ์เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ของ Google คีย์เวิร์ดคือจุดเริ่มต้นให้รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องยัดให้ครบ
คำถามเชิงเทคนิคที่เจ้าของธุรกิจไทยมักเจอตอนใช้งานจริง
Keyword Planner รองรับภาษาไทยและพิกัดประเทศไทยเต็มรูปแบบ แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องตั้งค่าให้ถูกตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นตัวเลขที่เห็นจะไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง
ตั้งค่าภาษาและตำแหน่งให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายไทย
ก่อนค้นคำทุกครั้ง ให้ตรวจสอบมุมขวาบนของหน้า Keyword Planner ว่าตั้งค่า Language เป็น Thai หรือ English ตามที่ลูกค้าคุณพิมพ์ค้นจริง และตั้ง Location เป็นประเทศไทยหรือจังหวัดที่ธุรกิจตั้งอยู่ หลายคนลืมเช็คจุดนี้แล้วงงว่าทำไมตัวเลขดูแปลกๆ ทั้งที่จริงระบบกำลังดึงข้อมูลจากอีกประเทศอยู่
สำหรับธุรกิจที่มีลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ เช่น ร้านในแหล่งท่องเที่ยว ผมแนะนำให้ค้นสองรอบแยกภาษาไทยกับอังกฤษ เพราะคำที่คนไทยพิมพ์กับคำที่นักท่องเที่ยวพิมพ์มักต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะหมายถึงบริการเดียวกัน
ธุรกิจหลายสาขาควรแยกค้นคำทีละพื้นที่
ถ้าธุรกิจของคุณมีหลายสาขา อย่าค้นคำแบบรวมประเทศเพียงครั้งเดียว เพราะปริมาณและความเข้มข้นของการแข่งขันในแต่ละพื้นที่ต่างกันมาก ร้านในกรุงเทพอาจแข่งกับคู่แข่งนับร้อยราย ขณะที่สาขาในจังหวัดเล็กอาจแข่งกับคู่แข่งแค่ไม่กี่ราย การค้นแยกตามพื้นที่ช่วยให้วางแผนคอนเทนต์เฉพาะสาขาได้แม่นยำกว่า
วิธีที่ผมใช้บ่อยคือเปลี่ยนค่า Location ไปทีละจังหวัดหรือทีละเขต แล้วบันทึกตัวเลขแยกไฟล์ไว้เทียบกัน จะเห็นชัดว่าสาขาไหนควรเน้นคำไหนเป็นพิเศษ ไม่ใช่ใช้คอนเทนต์ชุดเดียวกันยิงทุกสาขาเหมือนกันหมดครับ
สรุปแล้ว Google Ads Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่เจ้าของธุรกิจใช้ฟรีได้เต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยิงโฆษณาสักบาทก็ได้ไอเดียคีย์เวิร์ดไปวางแผนคอนเทนต์และปรับปรุงเว็บไซต์ได้จริง สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้จำไว้คือ ตัวเลขในเครื่องมือนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้คิด ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ต้องเอาไปผสมกับความเข้าใจธุรกิจตัวเองและพฤติกรรมลูกค้าจริงในพื้นที่ ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืนครับ ทุกธุรกิจมีจังหวะและกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ไม่ต้องรีบเร่งทำตามคนอื่นทั้งหมด เลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับร้านของคุณเองจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Google Ads Keyword Planner ใช้งานฟรีไหม
ฟรีครับ แค่สมัครบัญชี Google Ads แล้วเลือกข้ามขั้นตอนตั้งแคมเปญ จากนั้นเข้าเมนู Tools and Settings เลือก Keyword Planner ได้ทันทีโดยไม่ต้องผูกบัตรเครดิตหรือใส่งบโฆษณาแต่อย่างใด เหมาะกับคนที่ต้องการแค่ไอเดียคีย์เวิร์ดไปวางแผนคอนเทนต์
ต้องสมัคร Google Ads ก่อนถึงจะใช้ Keyword Planner ได้ไหม
ต้องสมัครบัญชี Google Ads ก่อนจริง แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างแคมเปญหรือใส่งบโฆษณา ระบบมีทางเลือกให้ข้ามขั้นตอนตั้งแคมเปญระหว่างสมัคร แล้วเข้าใช้เครื่องมือวางแผนได้โดยตรง
Keyword Planner ต่างจาก Google Trends ยังไง
Google Trends แสดงแนวโน้มความนิยมเชิงเปรียบเทียบเป็นกราฟ ไม่มีตัวเลขปริมาณค้นหาจริง ส่วน Keyword Planner ให้ตัวเลข Avg. monthly searches เป็นช่วงหรือตัวเลขจริง พร้อมข้อมูลการแข่งขันและราคาประมูลโฆษณา เหมาะกับงานวางแผนเชิงธุรกิจมากกว่า
ตัวเลข Avg. monthly searches แม่นยำแค่ไหน
ถ้าบัญชีไม่มีประวัติใช้งบโฆษณา ตัวเลขจะแสดงเป็นช่วงกว้าง เช่น 1,000-10,000 ไม่ใช่ตัวเลขเจาะจง ความแม่นยำจะเพิ่มขึ้นเมื่อบัญชีมีการใช้งบโฆษณาจริงกับคำนั้นต่อเนื่อง
Competition ใน Keyword Planner ใช้ประเมิน SEO ได้ไหม
ใช้ประเมินโดยตรงไม่ได้ เพราะ Competition วัดการแข่งขันของโฆษณาเท่านั้น คำที่ Competition สูงในโฆษณาอาจแข่ง SEO ง่ายก็ได้ ควรดูอันดับคู่แข่งจริงประกอบด้วยเสมอ
ไม่ได้ยิงแอดเลยจะเห็นตัวเลขจริงไหม
เห็นได้แต่เป็นช่วงกว้าง ไม่ใช่ตัวเลขเจาะจง หากต้องการตัวเลขแคบลงและแม่นยำขึ้น ต้องมีแคมเปญที่ใช้งบโฆษณาจริงกับบัญชีนั้นอย่างน้อยระยะหนึ่ง
Keyword Planner ใช้กับภาษาไทยและพื้นที่ในไทยได้ไหม
ได้เต็มรูปแบบ แต่ต้องตั้งค่า Language เป็นภาษาไทยและ Location เป็นประเทศไทยหรือจังหวัดที่ต้องการก่อนค้นคำทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นตัวเลขที่ได้อาจไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง
เอาคีย์เวิร์ดจาก Keyword Planner ไปทำ SEO ได้จริงไหม
ได้จริง เพราะคำที่ได้มาคือคำที่คนค้นหาจริงบน Google นำไปใช้ตั้ง title เนื้อหาบทความ หรือคำอธิบายในโปรไฟล์ธุรกิจได้ แต่ควรเลือกคำที่สอดคล้องกับเนื้อหาจริง ไม่ยัดคำจนอ่านไม่เป็นธรรมชาติ
Top of page bid คืออะไร มีประโยชน์กับคนไม่ยิงแอดยังไง
คือช่วงราคาประมูลที่คนอื่นจ่ายเพื่อให้โฆษณาขึ้นด้านบนหน้าผลค้นหา ถ้าตัวเลขนี้สูง มักแปลว่าคำนั้นมีมูลค่าทางธุรกิจจริง เหมาะทำคอนเทนต์ SEO ดักไว้ระยะยาวโดยไม่ต้องจ่ายต่อคลิก
ธุรกิจเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ Keyword Planner ไหม
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน แต่แนะนำให้ลองใช้ตอนวางแผนคอนเทนต์หรือเปิดบริการใหม่ เพราะช่วยให้รู้คำที่คนค้นจริง ลดการเดาสุ่มตั้งชื่อหน้าเว็บหรือโพสต์ ซึ่งมีผลต่อโอกาสถูกค้นเจอในระยะยาว
ใช้ Keyword Planner หาคีย์เวิร์ดสำหรับร้านในพื้นที่เฉพาะยังไง
ตั้งค่า Location เป็นจังหวัดหรือเขตที่ร้านตั้งอยู่ก่อนค้นคำ แล้วลองใส่คำที่มีชื่อพื้นที่ติดไปด้วย เช่น ร้าน…หาดใหญ่ เพื่อดูปริมาณค้นหาเฉพาะพื้นที่ ถ้ามีหลายสาขาควรแยกค้นทีละพื้นที่เพื่อวางแผนคอนเทนต์ให้ตรงจุด
ไม่แน่ใจว่าร้านคุณติดปัญหาตรงไหน? ส่งมาให้เราวิเคราะห์ฟรี
ถ้าอ่านจบแล้วยังไม่แน่ใจว่าร้านคุณติดตรงไหน ไม่ต้องเดาเองครับ — แอด LINE แล้วส่งลิงก์ Google Maps หรือชื่อร้านของคุณมาได้เลย ทีม My Map Finder จะช่วยวิเคราะห์ให้ฟรี ว่าตอนนี้โปรไฟล์ของคุณเป็นยังไง ติดปัญหาตรงไหน และควรเริ่มแก้อะไรก่อน คุณจะได้เห็นภาพชัดว่าต้องทำอะไรต่อ โดยยังไม่มีค่าใช้จ่าย
📩 แอด LINE ส่งแผนที่ร้านมาวิเคราะห์ฟรี
เกี่ยวกับผู้เขียน
ผมชื่อ Yanisorn Somsiri เจ้าของ My Map Finder ครับ ทีมเราดูแลการทำอันดับ Google Maps และ Local SEO ให้ธุรกิจไทยมาแล้วกว่า 200 ราย จากออฟฟิศที่หาดใหญ่ สงขลา
ทุกอย่างที่เขียนในบทความนี้มาจากงานที่ลงมือทำกับหน้าร้านจริง เจอปัญหาจริง แก้จริง — ไม่ใช่ทฤษฎีที่อ่านมาแล้วเล่าต่อ ถ้าอยากรู้ว่าผมทำงานยังไง แวะดูโปรไฟล์ผมได้ที่ LinkedIn ครับ
ใบรับรองที่ถืออยู่: Local SEO Fundamentals Specialist (Localo) · Google Business Profile Specialist (Localo) · On-Page Local SEO Specialist (Localo) · Certificate of Completion — BrightLocal Academy (แพลตฟอร์ม Local SEO ระดับโลก) · งานฝั่งโฆษณาเป็น Google Partner
อัปเดตล่าสุด: 3 ตุลาคม 2026 · ปรึกษาฟรี LINE @mymapfinder



